
คำตอบอ้างอิงจากตารางเกรดเหล็กของเราเอง
HRC คืออะไร เทียบกับ HV และ HB ยังไง?
ค่าความแข็งที่ทำได้ขึ้นกับเกรดและความหนาชิ้นงาน S45C เป็นเหล็กคาร์บอนที่คุ้มที่สุดสำหรับชิ้นเล็ก ส่วน SCM435/SCM440 มีโครเมียม-โมลิบดีนัม จึงมี hardenability สูงกว่าและรักษาความแข็งผ่านหน้าตัดหนาได้สม่ำเสมอกว่า ตัวเลขด้านล่างแยก "เพดานหลังชุบแข็ง" ออกจาก "ค่าที่ระบุใช้งานจริงหลังอบคืนตัว" ซึ่งเป็นคนละค่ากัน
- S45C
- เพดานหลังชุบแข็ง 50–58 HRC · ที่ระบุใช้งานจริง 40–55 HRC
- SCM435
- เพดานหลังชุบแข็ง 48–55 HRC · ที่ระบุใช้งานจริง 33–44 HRC
- SCM440
- เพดานหลังชุบแข็ง 50–58 HRC · ที่ระบุใช้งานจริง 28–48 HRC
- SWCH10B21
- เพดานหลังชุบแข็ง 40–48 HRC · ที่ระบุใช้งานจริง 28–40 HRC
ค่าที่ระบุใช้งานจริงหลังอบคืนตัวจะต่ำกว่าค่าเพดานหลังจุ่มเย็นเสมอ — สั่งงานให้ระบุช่วง "ใช้งาน" ไม่ใช่ค่าเพดาน
HRC คืออะไร
HRC ย่อมาจาก Rockwell Hardness scale C เป็นหน่วยวัดความแข็งของโลหะที่ใช้กันมากที่สุดกับเหล็กชุบแข็ง วิธีวัดคือกดหัวเพชรทรงกรวยมุม 120° ลงบนผิวด้วยแรง 150 กิโลกรัม แล้ววัด ความลึก ของรอยกด — ยิ่งกดลงไปตื้น ค่า HRC ยิ่งสูง แปลว่าเนื้อยิ่งแข็ง
ช่วงที่ใช้ได้จริงคือประมาณ 20–65 HRC ต่ำกว่านั้นรอยกดตื้นเกินจนอ่านไม่แม่น ต้องเปลี่ยนไปใช้สเกล HRB หรือ HB แทน
ค่าอ้างอิงที่เจอบ่อยในงานสกรู น็อต โบลต์: โบลต์ชั้นคุณภาพ 8.8 อยู่ราว 23–34 HRC, ชั้นคุณภาพ 10.9 ราว 32–39 HRC, ชั้นคุณภาพ 12.9 ราว 39–44 HRC ส่วนงานที่ต้องทนสึกอย่างลูกปืนหรือแหวนสปริงจะขึ้นไปถึง 58–64 HRC
ส่วน HV (Vickers) และ HB (Brinell) คือหน่วยวัดความแข็งเหมือนกันแต่ใช้หัวกดและแรงกดต่างกัน จึงให้ตัวเลขคนละชุด แปลงข้ามกันได้โดยประมาณ (ดูตารางถัดไป)
ความแข็งสัมพันธ์กับความทนสึกและความแข็งแรงดึง จึงเป็นตัวเลขที่ลูกค้างานชุบแข็งใช้ตรวจรับงาน แต่แข็งขึ้นก็เปราะขึ้นด้วย งานจริงจึงระบุเป็น “ช่วง” ไม่ใช่ “ยิ่งมากยิ่งดี”
ตารางเทียบ HRC ↔ HV ↔ HB แบบเร็ว
ค่าตาม ASTM E140 / ISO 18265 สำหรับเหล็กที่ไม่ใช่ออสเทนนิติก คอลัมน์สุดท้ายคือความแข็งแรงดึงโดยประมาณ
- 20 HRC = 238 HV = 226 HB ≈ 760 MPa
- 25 HRC = 266 HV = 253 HB ≈ 850 MPa
- 30 HRC = 302 HV = 286 HB ≈ 965 MPa
- 35 HRC = 345 HV = 327 HB ≈ 1,125 MPa
- 40 HRC = 392 HV = 371 HB ≈ 1,290 MPa
- 45 HRC = 446 HV = 421 HB ≈ 1,455 MPa
- 50 HRC = 513 HV = 481 HB ≈ 1,630 MPa
- 55 HRC = 595 HV = 560 HB ≈ 1,810 MPa
- 60 HRC = 697 HV = 654 HB — สูงเกินช่วงที่มาตรฐานยังเทียบความแข็งแรงดึงให้
- 64 HRC = 800 HV = 722 HB — เพดานของตาราง
สองข้อควรระวัง: ตัวเลขเหล่านี้ใช้กับเหล็กที่ไม่ใช่ออสเทนนิติกเท่านั้น (สเตนเลส SUS304 ใช้ไม่ได้) และเป็นค่าประมาณ ไม่ใช้แทนการวัดจริงในงานที่ต้องการความแม่นยำ
ต้องการแปลงค่าที่ไม่อยู่ในตารางนี้ ใช้เครื่องคำนวณในหน้าตารางแปลงความแข็ง ซึ่งมีครบทั้ง 63 แถว
สเกลที่ใช้บ่อย
- HRC (Rockwell C) — นิยมที่สุดสำหรับเหล็กชุบแข็ง อ่านเร็ว วัดง่าย เหมาะช่วง 20–65 HRC ใช้กับสกรู น็อต โบลต์
- HV (Vickers) — ใช้หัวกดเพชรพีระมิด วัดได้ตั้งแต่ผิวบางมากถึงชิ้นแข็งจัด เหมาะวัด case depth ของงานชุบแข็งผิว
- HB (Brinell) — ใช้ลูกบอลแข็งกดบนงานเนื้ออ่อน-ปานกลาง รอยกดใหญ่ เหมาะงานหล่อ/เหล็กดิบ
การแปลงค่าและข้อควรระวัง
มีตารางแปลงค่าโดยประมาณระหว่าง HRC, HV, HB (เช่น ASTM E140) แต่เป็นเพียงค่าประมาณ ไม่ควรใช้แทนการวัดจริงในงานที่ต้องการความแม่นยำ
ข้อควรระวัง: ผิวที่ผ่านการชุบเคลือบ ผิว decarburized หรือชิ้นบางเกินไป อาจทำให้ค่าที่อ่านได้คลาดเคลื่อน ควรเตรียมผิวและเลือกสเกลให้เหมาะ
ใบรับรองผลความแข็ง
งานชุบแข็งที่ดีต้องมาพร้อมใบรับรองผล (test report) ระบุค่าความแข็งจริง จำนวนจุดที่วัด และพิกัดที่ยอมรับ
ห้องแล็บของ V.S. Heat Treatment ใช้เครื่องทดสอบความแข็งแบบวิกเกอร์ (Vickers Hardness Test, หน่วย HV) ที่กดหัวเพชรทรงพีระมิดแล้วอ่านรอยกดด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อความแม่นยำสูง และมีเครื่อง X-ray วัดความหนาชั้นเคลือบที่จุดเล็กสุดถึง 0.3 มม. ออกผลทดสอบแนบทุกล็อตภายใต้ระบบ ISO 9001:2015
คำถามที่พบบ่อย
HRC คืออะไร+
HRC คือ Rockwell Hardness scale C หน่วยวัดความแข็งของโลหะที่ใช้มากที่สุดกับเหล็กชุบแข็ง วัดโดยกดหัวเพชรทรงกรวย 120° ด้วยแรง 150 กก. แล้วอ่านความลึกของรอยกด ใช้ได้ในช่วงประมาณ 20–65 HRC
HRC เท่าไหร่ถึงเรียกว่าแข็ง+
ขึ้นกับงาน โบลต์ชั้นคุณภาพ 10.9 อยู่ที่ 32–39 HRC ก็ถือว่าได้ตามสเปกแล้ว ส่วนงานทนสึกอย่างลูกปืนต้องถึง 58–64 HRC การระบุค่าสูงเกินความจำเป็นทำให้ชิ้นงานเปราะและหักง่ายขึ้น
1 HRC เท่ากับกี่ HV+
ไม่ใช่อัตราส่วนคงที่ ต้องเทียบเป็นช่วง เช่น 40 HRC = 392 HV แต่ 50 HRC = 513 HV — ช่วงบนของสเกลห่างกันมากกว่าช่วงล่าง ใช้ตารางเทียบด้านบนหรือเครื่องคำนวณจะแม่นกว่าการคูณ
เกรด 10.9 มีความแข็งเท่าไร+
โดยทั่วไปอยู่ราว 32–39 HRC แต่ค่าจริงอ้างอิงตามมาตรฐาน ISO 898-1 ของเกรดนั้น ๆ
วัด HRC กับ HV ต่างกันอย่างไร+
HRC อ่านเร็วเหมาะงานทั่วไป ส่วน HV ละเอียดกว่าและวัดผิวบาง/case depth ได้ดีกว่า เพราะใช้แรงกดน้อยกว่ามากจึงไม่ทะลุชั้นผิวแข็ง
ทำไมวัดจุดเดียวกันแล้วได้ค่าไม่เท่ากัน+
สาเหตุที่พบบ่อยคือผิวไม่เรียบพอ ชิ้นงานบางเกินจนแท่นรองมีผล ผิวมีชั้นชุบเคลือบหรือชั้นสูญเสียคาร์บอน (decarburized) และการวัดใกล้ขอบเกินไป การเตรียมผิวและเลือกสเกลให้ถูกจึงสำคัญพอ ๆ กับตัวเครื่อง
เครื่องมือฟรีสำหรับวิศวกร
- ตารางแปลงความแข็ง HRC ↔ HV ↔ HB
- เกรดเหล็กไหนชุบแข็งได้เท่าไหร่
- น็อต-สกรู 1,000 ตัว หนักกี่โล
- ตัวสร้างสเปกงานชุบสำหรับจัดซื้อและ QC
- เครื่องมือสร้างแผนทดสอบ Salt Spray
- ความหนาชุบ → เกลียวยังผ่านไหม (GO/NO-GO)
- ต้องอบไล่ไฮโดรเจนไหม?
- แรงบิดขันโบลต์และ Proof Load
- ความยาวเกลียวขบ (Thread Engagement)
- ประเมินขนาดโบลต์ (จากโหลด)
- Property Class โบลต์ — สมบัติเชิงกล (ISO 898-1)
คู่มือเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้อง
- Zinc plating vs Dacromet / zinc flakeชุบซิงค์ vs ดาโครเมท: สกรู โบลต์ ควรเลือกแบบไหน
- Grade 8.8 vs Grade 10.9 vs Grade 12.9โบลต์เกรด 8.8 vs 10.9 vs 12.9: ต่างกันตรงไหน เลือกอย่างไร
- Class 10.9 vs Class 12.9เกรด 10.9 vs 12.9: กำลังที่ได้เพิ่ม กับความเสี่ยงที่ต้องรับ
- Electroplated zinc vs Hot-dip galvanizingชุบซิงค์ไฟฟ้า vs ฮอตดิปกัลวาไนซ์: สลักภัณฑ์ควรไปทางไหน
ผู้ตรวจทานเนื้อหาทางเทคนิค
ทีม QA และฝ่ายผลิตของ V.S. Heat Treatment — โรงงานอบชุบและชุบผิวโลหะที่ดำเนินงานตั้งแต่ปี 1994 ภายใต้ระบบ ISO 9001:2015
ดูหลักฐานและรูปแบบรายงาน

