ข้ามไปยังเนื้อหา
V.S. Heat Treatment logoV.S.Heat Treatment
เปรียบเทียบเกรดสลักภัณฑ์

เกรด 10.9 vs 12.9: กำลังที่ได้เพิ่ม กับความเสี่ยงที่ต้องรับ

คำถามที่ผู้ซื้อควรถามไม่ใช่ “เกรดไหนแข็งแรงกว่า” แต่คือ “กำลังที่เพิ่มขึ้นราว 17% คุ้มกับเงื่อนไขที่ตามมาหรือไม่”

Class 10.9 vs Class 12.9

คำตอบสั้น: 12.9 แรงกว่า 10.9 ราว 17% แต่แลกกับความเสี่ยงไฮโดรเจนสูงสุดและข้อจำกัดเรื่องการชุบผิว

ตาม ISO 898-1 เกรด 10.9 มีแรงดึงต่ำสุดตามชื่อ 1,040 MPa และ proof load 830 MPa ส่วน 12.9 อยู่ที่ 1,220 MPa และ 970 MPa — เพิ่มขึ้นราว 17% ทั้งสองค่า ซึ่งน้อยกว่าการก้าวจาก 8.8 ไป 10.9 มาก แต่สิ่งที่เปลี่ยนมากกว่าคือเงื่อนไข: ความแข็งขยับจากราว 32–39 HRC เป็นราว 39–44 HRC อุณหภูมิอบคืนตัวขั้นต่ำลดจาก 425°C เหลือ 380°C จึงเหลือระยะเผื่อในการปรับความแข็งน้อยลง ต้องใช้เหล็กอัลลอยและน็อตเกรด 12 ความไวต่อรอยบากและจุดรวมความเค้นสูงขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือความเสี่ยง hydrogen embrittlement ทั้งสองเกรดอยู่เหนือเกณฑ์ ISO 4042 (ราว 320 HV) จึงต้องอบไล่ไฮโดรเจนหลังชุบไฟฟ้าทั้งคู่ แต่ที่ระดับความแข็งของ 12.9 ตัวการชุบไฟฟ้าเองกลายเป็นการตัดสินใจเรื่องความเสี่ยง ไม่ใช่แค่การเลือกสี หลายแบบจึงย้าย 12.9 ไปใช้ผิวที่ไม่ผ่านกระบวนการไฟฟ้าแทน

ตารางเปรียบเทียบเกรด 10.9 กับ 12.9 (ISO 898-1)

หัวข้อเกรด 10.9เกรด 12.9
แรงดึงต่ำสุด (nominal)1,040 MPa1,220 MPa (สูงกว่าราว 17%)
Yield / ความเค้นพิสูจน์ 0.2% ต่ำสุดประมาณ 940 MPaประมาณ 1,100 MPa
ความเค้นที่ proof load830 MPa970 MPa (สูงกว่าราว 17%)
ช่วงความแข็งประมาณ 32–39 HRCประมาณ 39–44 HRC
อุณหภูมิอบคืนตัวขั้นต่ำ (ISO 898-1)425°C380°C — เหลือระยะเผื่อปรับความแข็งน้อยลง
วัสดุโดยทั่วไปเหล็กอัลลอยหรือโบรอนอัลลอย เช่น SCM435, SCM440, 10B33เหล็กอัลลอยเท่านั้น เช่น SCM435, SCM440
น็อตที่ต้องจับคู่เกรด 10เกรด 12 — ต้องยืนยันการจัดหาก่อนออกแบบ
เทียบกับเกณฑ์อบไล่ไฮโดรเจน ISO 4042อยู่เหนือเกณฑ์ ต้องอบและต้องเริ่มเร็วอยู่เหนือเกณฑ์แบบไม่มีระยะเผื่อ ที่ความแข็งระดับนี้ การชุบไฟฟ้าเองคือการตัดสินใจเรื่องความเสี่ยง
ความไวต่อการแตกหักหน่วงเวลามีจริง แต่คุมได้ด้วยวินัยการอบสูงที่สุดในเกรดที่ใช้กันทั่วไป พิสูจน์ด้วยการทดสอบรับแรงคงค้างตาม ISO 15330-1
ความทนต่อรอยบาก/จุดรวมความเค้นควบคุมตามมาตรฐานเข้มกว่า — รอยผิวและมุมคมมีผลมากขึ้น
Preload และแรงบิดขันที่ขนาดเดียวกันสูงเป้าหมาย preload สูงขึ้นราว 17% แรงบิดจึงสูงขึ้นตาม เครื่องมือ ลูกบ็อกซ์ และชิ้นส่วนที่ถูกยึดต้องรับไหว
ควรอยู่ตรงไหนข้อต่อรับแรงสูงส่วนใหญ่ที่ต้องการ preload มากเฉพาะเมื่อการออกแบบต้องการปลายสุดของบันไดจริง ๆ

เลือกอย่างไร

Class 10.9

เลือกเกรด 10.9 เป็นค่าตั้งต้นของงานรับแรงสูง ได้ preload ที่มากพอสำหรับข้อต่อส่วนใหญ่ ยังมีระยะเผื่ออุณหภูมิอบคืนตัวถึง 425°C ซึ่งหมายถึงความเหนียวที่มากกว่า จับคู่น็อตเกรด 10 ที่จัดหาง่ายกว่า และยังพอไปกับผิวชุบซิงค์ได้ ถ้ามีวินัยเรื่องการอบไล่ไฮโดรเจนตาม ISO 4042

Class 12.9

เลือกเกรด 12.9 เมื่อการออกแบบต้องการ preload สูงสุดจริง ๆ ในพื้นที่จำกัด เช่น สกรูหัวจมในชุดประกอบแน่น ๆ และคุณพร้อมรับเงื่อนไขทั้งชุด: เหล็กอัลลอย น็อตเกรด 12 ความไวต่อรอยบากที่สูงขึ้น แรงบิดขันที่สูงขึ้น และการตัดสินใจเรื่องผิวชุบที่ต้องคิดใหม่ ไม่ใช่แค่ “อัปเกรดไว้ก่อนเผื่อปลอดภัย”

ข้อจำกัดก่อนนำไปใส่สเปก

  • ระยะห่างระหว่าง 10.9 กับ 12.9 คือราว 17% ทั้งแรงดึงและ proof load — น้อยกว่าการก้าวจาก 8.8 ไป 10.9 มาก ถ้าไม่ได้ขาดกำลังจริง ๆ การขยับเกรดมักไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่เพิ่ม
  • ตัวเลขทั้งหมดเป็นค่าต่ำสุดตามมาตรฐาน ไม่ใช่ค่าที่วัดได้ของทุกล็อต และช่วง HRC เป็นค่าอ้างอิงที่ต้องยืนยันด้วยการทดสอบจริง
  • 12.9 ไม่ใช่การอัปเกรดแบบเปลี่ยนแทนได้ทันที เพราะเปลี่ยนทั้งเกรดน็อต แรงบิดขัน ชิ้นส่วนที่ถูกยึด และเส้นทางการชุบผิว
  • ทั้งสองเกรดอยู่เหนือเกณฑ์ ISO 4042 การอบไล่ไฮโดรเจนจึงบังคับทั้งคู่ และ “เริ่มอบเร็วแค่ไหนหลังชุบ” สำคัญพอ ๆ กับตัวการอบเอง
  • ข้อกำหนดของบางภาคอุตสาหกรรมกำหนดเพดานความแข็งไว้ต่ำกว่าทั้งสองเกรดมาก เช่น งานที่สัมผัสสภาวะเปรี้ยว ผู้ใช้ต้องตรวจสอบกับสเปกที่ใช้บังคับเอง เราไม่ได้ให้การรับรองใด ๆ ในเรื่องนี้
  • ถ้าสเปกตัดสินว่าไม่ควรชุบไฟฟ้าที่ความแข็งระดับ 12.9 ทางเลือกในโรงงานเราคือฟอสเฟตชโลมน้ำมันหรือรมดำ ส่วนระบบ zinc flake เป็นกระบวนการที่เราไม่ได้ทำ
  • เรารับอบชุบและชุบผิวชิ้นงานที่ลูกค้าส่งมา ไม่ได้ขึ้นรูปหัวโบลต์เอง

ข้อมูลที่ควรส่งให้โรงชุบ

  1. 1เกรดเป้าหมายและมาตรฐานที่ใช้บังคับ เช่น ISO 898-1
  2. 2วัสดุและ mill certificate ของลวด/เหล็กที่ใช้ขึ้นรูป
  3. 3ขนาด ชนิดเกลียว และจำนวน/น้ำหนักต่อล็อต
  4. 4ช่วงความแข็ง ตำแหน่งวัด และวิธีทดสอบ
  5. 5ผิวชุบที่ต้องการ และสเปกอนุญาตให้ชุบไฟฟ้าที่ความแข็งระดับนี้หรือไม่
  6. 6เงื่อนไขการอบไล่ไฮโดรเจน (อุณหภูมิ เวลา และเวลาสูงสุดที่ยอมให้ผ่านไปหลังชุบ)
  7. 7ต้องทดสอบรับแรงคงค้างตาม ISO 15330-1 หรือไม่ และแผนการสุ่มตัวอย่าง

คำถามที่พบบ่อย

ระบุ 12.9 แทน 10.9 ไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย ทำได้ไหม

ไม่ควรทำแบบอัตโนมัติ กำลังเพิ่มขึ้นราว 17% แต่ความเสี่ยงแตกหักหน่วงเวลาเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น และยังต้องเปลี่ยนน็อตเป็นเกรด 12 ปรับแรงบิดขัน ตรวจว่าชิ้นส่วนที่ถูกยึดรับ preload ใหม่ไหว และทบทวนเส้นทางการชุบผิวใหม่ทั้งหมด

โบลต์ 12.9 ชุบซิงค์ได้ไหม

คำตอบตรง ๆ คือขึ้นกับสเปกที่ใช้บังคับ ที่ความแข็งราว 39–44 HRC การชุบไฟฟ้าเป็นเส้นทางความเสี่ยงสูงตามแนวทางของ ISO 4042 ถ้าลูกค้ายอมรับ ต้องอบไล่ไฮโดรเจนโดยเริ่มเร็วที่สุดหลังชุบและมักต้องอบนานขึ้น พร้อมพิสูจน์ด้วยการทดสอบตาม ISO 15330-1 ถ้าสเปกไม่ยอม ทางเลือกในโรงงานเราคือฟอสเฟตชโลมน้ำมันหรือรมดำ

ผลิตโบลต์เกรด 12.9 เองไหม

ไม่ได้ผลิต เรารับชุบแข็ง-อบคืนตัว ชุบผิว และอบไล่ไฮโดรเจนพร้อมบันทึกเวลา/อุณหภูมิ สำหรับชิ้นงานที่ขึ้นรูปมาแล้ว ส่งชิ้นงานพร้อม mill certificate และเกรดเป้าหมายมาได้เลย

แชร์หน้านี้LINEFacebook

ต้องการที่ปรึกษาเรื่องชุบโลหะ?

ทีมวิศวกรพร้อมให้คำแนะนำ พร้อมเสนอราคาภายใน 24 ชั่วโมง