
case depth คืออะไร
case depth คือความลึกจากผิวที่ยังคงความแข็งตามเกณฑ์ ก่อนจะลดลงสู่ความแข็งของแกนใน
ตื้นเกินไป ผิวอาจสึกทะลุถึงเนื้ออ่อนเร็ว ลึกเกินไปอาจเปราะหรือเสียเวลา/ต้นทุน
Effective case depth ต่างจาก total case depth อย่างไร
Effective case depth (CHD) ใช้เส้นความแข็งเป็นเกณฑ์ วัดระยะจากผิวถึงจุดที่ความแข็งลดลงถึงค่าที่กำหนด ส่วน total case depth อาศัยการเปลี่ยนโครงสร้างหรือองค์ประกอบจนเข้าใกล้แกน ซึ่งขอบเขตอาจอ่านได้ไม่คมเท่า
ดังนั้นตัวเลข 0.5 mm จะไม่มีความหมายครบถ้วนถ้าไม่บอกว่าเป็น effective หรือ total และใช้ threshold ใด การสั่งงานควรระบุชนิดความลึก หน่วย ตำแหน่ง และเกณฑ์ความแข็งพร้อมกัน
ISO 2639 ถูกถอนแล้ว: มาตรฐานปัจจุบันคือ ISO 18203:2026
ISO 2639:2002 เคยใช้กำหนดและตรวจความลึกชั้น carburized/carbonitrided case และสเปกเดิมจำนวนมากยังเขียน “ที่ 550 HV” แต่ ISO ระบุว่าฉบับนี้ถูกถอนแล้ว
มาตรฐานที่ครอบคลุมกว่าในปัจจุบันคือ ISO 18203:2026 ซึ่งเผยแพร่เดือนมกราคม 2026 สำหรับการวัด case hardening depth, surface hardening depth, nitriding hardness depth และ total thickness ของชั้นชุบแข็งจากกระบวนการ thermal/thermochemical หลายชนิด
ถ้าแบบลูกค้ายังอ้าง ISO 2639 อย่าเปลี่ยนเกณฑ์เอง ควรขออนุมัติหรือทำ technical clarification ว่าจะคง 550 HV ตามแบบเดิมหรืออัปเดตเป็นเกณฑ์ตามมาตรฐาน/ข้อกำหนดใหม่
วิธีวัดด้วย Hardness Traverse
ตัดชิ้นตัวอย่างในตำแหน่งที่กำหนด ทำเรซิน ขัดผิวตัดให้เรียบ แล้วกดวัด microhardness หลายจุดจากใกล้ผิวเข้าสู่แกน โดยควบคุมระยะระหว่างรอยกดและแรงทดสอบ
นำค่าความแข็งกับระยะจากผิวมาสร้าง hardness profile จุดตัดกับ threshold ที่ตกลง เช่น 550 HV คือ effective case depth สำหรับสเปกเดิมหลายประเภท การดูโครงสร้างจุลภาคประกอบช่วยอธิบายแนวชั้นแข็งแต่ไม่ควรแทนค่าความแข็งเมื่อสเปกระบุ hardness method
ควรวัดมากกว่าหนึ่งแนวในตำแหน่งวิกฤต เพราะมุม ฟันเกลียว และหน้าตัดต่างกันอาจมีความลึกไม่เท่ากัน
ควบคุมอย่างไร
carburizing คุมด้วยอุณหภูมิ เวลา และศักย์คาร์บอน (carbon potential) ในเตา
induction คุมด้วยความถี่ กำลัง และเวลา
การรายงานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ควรมีเลขล็อต ตำแหน่งตัด แรงทดสอบ ระยะรอยกด hardness profile ค่า threshold และผลของแต่ละแนว ไม่ใช่มีเพียงตัวเลขสรุปหนึ่งค่า
ตัวอย่างการเขียนสเปกและคำสั่งตรวจ
ตัวอย่างสเปกเดิม: Effective case depth 0.30–0.50 mm at 550 HV, วัดที่หน้าตัด A ตามแบบ, 2 traverses ต่อชิ้น, 3 ชิ้นต่อล็อต พร้อม surface/core hardness และภาพตำแหน่งรอยกด
ถ้าเป็น induction hardening หรือ nitriding ต้องใช้คำเรียกและเกณฑ์ที่เหมาะกับกระบวนการ ไม่ควรคัดลอก 550 HV จาก carburizing มาใช้โดยอัตโนมัติ ให้แบบลูกค้าและมาตรฐานที่อ้างเป็นตัวตัดสิน
คำถามที่พบบ่อย
550 HV คืออะไรในสเปก case depth+
คือค่า threshold ที่ใช้หาจุดตัดบน hardness profile ในสเปก carburized case แบบเดิมจำนวนมาก ระยะจากผิวถึงจุดนั้นคือ effective case depth แต่ต้องยืนยันกับแบบและมาตรฐานที่อ้าง
ISO 2639 ยังใช้ได้ไหม+
ISO 2639:2002 ถูกถอนแล้วและมาตรฐานปัจจุบันคือ ISO 18203:2026 หากแบบเดิมยังอ้าง ISO 2639 ควรขอ technical clarification ก่อนเปลี่ยนเกณฑ์
วัด case depth ต้องตัดชิ้นงานไหม+
การทำ effective case depth แบบ hardness traverse ต้องตัดและเตรียมหน้าตัด จึงเป็นการทดสอบทำลายตัวอย่าง การกดวัดผิวโดยไม่ตัดยังทิ้งรอยกดและไม่บอก profile ตลอดความลึก
case depth ระบุอย่างไรไม่ให้กำกวม+
ระบุ effective/total, ช่วงมิลลิเมตร, hardness threshold และแรงทดสอบ, ตำแหน่งตัด, จำนวน traverse/ตัวอย่าง และข้อมูลที่ต้องมีในรายงาน
มาตรฐานและแหล่งอ้างอิง
เครื่องมือฟรีสำหรับวิศวกร
- ตารางแปลงความแข็ง HRC ↔ HV ↔ HB
- เกรดเหล็กไหนชุบแข็งได้เท่าไหร่
- น็อต-สกรู 1,000 ตัว หนักกี่โล
- ตัวสร้างสเปกงานชุบสำหรับจัดซื้อและ QC
- เครื่องมือสร้างแผนทดสอบ Salt Spray
- ความหนาชุบ → เกลียวยังผ่านไหม (GO/NO-GO)
- ต้องอบไล่ไฮโดรเจนไหม?
- แรงบิดขันโบลต์และ Proof Load
- ความยาวเกลียวขบ (Thread Engagement)
- ประเมินขนาดโบลต์ (จากโหลด)
- Property Class โบลต์ — สมบัติเชิงกล (ISO 898-1)
คู่มือเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้อง
- Zinc plating vs Dacromet / zinc flakeชุบซิงค์ vs ดาโครเมท: สกรู โบลต์ ควรเลือกแบบไหน
- Grade 8.8 vs Grade 10.9 vs Grade 12.9โบลต์เกรด 8.8 vs 10.9 vs 12.9: ต่างกันตรงไหน เลือกอย่างไร
- Class 10.9 vs Class 12.9เกรด 10.9 vs 12.9: กำลังที่ได้เพิ่ม กับความเสี่ยงที่ต้องรับ
- Electroplated zinc vs Hot-dip galvanizingชุบซิงค์ไฟฟ้า vs ฮอตดิปกัลวาไนซ์: สลักภัณฑ์ควรไปทางไหน
ผู้ตรวจทานเนื้อหาทางเทคนิค
ทีม QA และฝ่ายผลิตของ V.S. Heat Treatment — โรงงานอบชุบและชุบผิวโลหะที่ดำเนินงานตั้งแต่ปี 1994 ภายใต้ระบบ ISO 9001:2015
ดูหลักฐานและรูปแบบรายงาน

