ข้ามไปยังเนื้อหา
V.S. Heat Treatment logoV.S.Heat Treatment
อบชุบแข็ง

ออสเทมเปอริ่งกับมาร์เทมเปอริ่ง: ชุบแข็งในอ่างเกลือทำไม และเมื่อไรงานยึดถึงต้องใช้

Austempering ได้เบไนต์โดยไม่ต้องอบคืนตัว ส่วน Martempering (Marquenching) ได้มาร์เทนไซต์แบบบิดงอน้อย — ทั้งสองต่างกันตรงไหน ลดการบิดงอได้อย่างไร และทำไมโบลต์ตามชั้นความแข็งแรงจึงเปลี่ยนไปใช้ไม่ได้ง่าย ๆ

อ่าน 8 นาที · อัปเดตเมื่อ 19 สิงหาคม 2569

ออสเทมเปอริ่งกับมาร์เทมเปอริ่ง: ชุบแข็งในอ่างเกลือทำไม และเมื่อไรงานยึดถึงต้องใช้

ปัญหาที่ทั้งสองวิธีเกิดมาเพื่อแก้

การชุบแข็งแบบปกติ (quench แล้ว temper) จุ่มชิ้นงานร้อนลงตัวกลางเย็นทันที ผิวชิ้นงานจึงผ่านอุณหภูมิเริ่มเกิดมาร์เทนไซต์ (Ms) ก่อนแกนอยู่พักใหญ่ ผลคือ แต่ละส่วนของชิ้นงานเปลี่ยนเฟสไม่พร้อมกัน

มาร์เทนไซต์มีปริมาตรมากกว่าออสเทนไนต์ที่มันเกิดมาแทน เมื่อผิวขยายตัวตอนที่แกนยังไม่ขยาย ความเค้นจึงสะสม รวมกับความเค้นจากอุณหภูมิที่ต่างกัน สองอย่างนี้บวกกันคือที่มาของ การบิดงอ (distortion) และในกรณีแย่ที่สุดคือ รอยแตกจากการชุบ (quench crack)

ออสเทมเปอริ่งและมาร์เทมเปอริ่งไม่ได้เปลี่ยนชนิดเหล็ก แต่เปลี่ยน "จังหวะเวลา" ที่การเปลี่ยนเฟสเกิดขึ้น ทั้งคู่ใช้อ่างร้อน (มักเป็นอ่างเกลือหลอมหรืออ่างน้ำมันร้อน) ที่ควบคุมอุณหภูมิไว้เหนือ Ms แล้วปล่อยให้ชิ้นงานอุณหภูมิเท่ากันทั้งชิ้นก่อน จากนั้นจึงให้เปลี่ยนเฟส

มาร์เทมเปอริ่ง (Martempering / Marquenching)

ขั้นตอนคือ: ให้ความร้อนถึงออสเทนไนต์ → จุ่มลงอ่างร้อนที่ควบคุมอุณหภูมิไว้ เหนือ Ms เล็กน้อย → แช่ไว้จนอุณหภูมิผิวกับแกนเท่ากัน แต่ยังไม่นานพอที่ออสเทนไนต์จะเริ่มเปลี่ยนเป็นเบไนต์ → ยกออกมาปล่อยให้เย็นในอากาศผ่านช่วง Ms

ผลลัพธ์ยังเป็น มาร์เทนไซต์เหมือนเดิม จึงยัง "ต้องอบคืนตัวเสมอ" เหมือนงานชุบแข็งทั่วไป สิ่งที่ได้เพิ่มคือทั้งชิ้นเปลี่ยนเฟสพร้อมกันมากขึ้น ความเค้นตกค้างต่ำลง การบิดงอและความเสี่ยงแตกร้าวจึงลดลงชัดเจน

ข้อจำกัด: การเย็นลงมาถึงอ่างช้ากว่าการจุ่มเย็นตรง ๆ เกรดเหล็กจึงต้องมี hardenability พอที่จะ "รอด" ช่วงนั้นโดยไม่เกิดเพิร์ลไลต์ก่อน ยิ่งหน้าตัดหนา ยิ่งต้องผสมธาตุมากขึ้น วิธีนี้จึงเหมาะกับชิ้นบางถึงปานกลางเป็นหลัก

ออสเทมเปอริ่ง (Austempering)

ขั้นตอนคล้ายกันในตอนต้น แต่ต่างกันที่ตอนท้าย: จุ่มลงอ่างที่คุมอุณหภูมิไว้เหนือ Ms (แนวทางทั่วไปราว 250–400°C ขึ้นกับเกรดและความแข็งเป้าหมาย) แล้ว แช่ค้างไว้จนออสเทนไนต์เปลี่ยนเป็นเบไนต์จนหมด แล้วจึงนำออกมาเย็นในอากาศ

ผลลัพธ์คือโครงสร้าง เบไนต์ล่าง (lower bainite) ไม่ใช่มาร์เทนไซต์ จึง ไม่ต้องอบคืนตัวตามหลัง ความแข็งที่ได้ในเหล็กที่เหมาะสมมักอยู่ราว 40–50 HRC เป็นแนวทางทั่วไป และที่ความแข็งเท่ากัน เบไนต์ล่างมักให้ความเหนียวและความสามารถในการดัดโค้งดีกว่ามาร์เทนไซต์ที่อบคืนตัวแล้ว

เพราะไม่มีมาร์เทนไซต์เกิดใหม่ในขั้นสุดท้าย ความเค้นตกค้างจึงต่ำ ชิ้นบางออกมาแบนกว่า และไม่มีปัญหา "แตกทีหลัง" จากมาร์เทนไซต์ที่ยังไม่ได้อบคืนตัว แต่แลกมาด้วยเพดานความแข็งที่ต่ำกว่า และเวลาแช่ที่นานกว่ามาก

งานยึดชิ้นเล็กได้อะไร และเสียอะไร

กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดที่สุดคือ ชิ้นบางที่ต้องคงรูปและต้องดัดได้ เช่น แหวนสปริง แหวนล็อก (retaining ring / circlip) คลิป สปริงลวดบาง และงานปั๊มขึ้นรูปชิ้นเล็ก — ชิ้นพวกนี้เสียหายเพราะ "บิด แตก และล้า" มากกว่าเพราะ "แข็งไม่พอ"

สิ่งที่เสีย: (1) เพดานความแข็ง — ถ้าแบบต้องการ 58–62 HRC ออสเทมเปอริ่งตอบไม่ได้ (2) ข้อจำกัดหน้าตัดกับ hardenability (3) ต้นทุนการเดินอ่างเกลือ ทั้งการล้างเกลือออกจากชิ้นงาน การกำจัดของเสีย และการควบคุมน้ำในอ่าง (4) รอบเวลาต่อการแช่ที่นานกว่า ทำให้ปริมาณงานต่อชั่วโมงต่ำกว่าสายต่อเนื่องมาก

อีกข้อที่ต้องรู้: ชิ้นงานที่ผ่านออสเทมเปอริ่งแล้ว ปรับความแข็งย้อนหลังด้วยการอบคืนตัวไม่ได้ เหมือนมาร์เทนไซต์ ความแข็งถูกกำหนดตั้งแต่ตอนเลือกอุณหภูมิอ่าง จึงต้องตั้งค่าให้ถูกตั้งแต่แรก

ก่อนเปลี่ยนกระบวนการ: มันคือการเปลี่ยนสเปก

ระบบชั้นความแข็งแรงของโบลต์และสกรู (เช่น 8.8, 10.9, 12.9) ตามแนวทาง ISO 898-1 เขียนขึ้นบนพื้นฐานของชิ้นงานที่ ชุบแข็งแล้วอบคืนตัว จนได้โครงสร้างมาร์เทนไซต์ที่ผ่านการอบคืนตัว การเปลี่ยนไปใช้โครงสร้างเบไนต์จากออสเทมเปอริ่งจึงไม่ใช่ "การเลือกวิธีผลิต" เฉย ๆ แต่เป็น การเปลี่ยนสเปก ที่ต้องกลับไปยืนยันกับเจ้าของแบบและต้องรับรองใหม่

ในทางตรวจสอบ ความต่างนี้พิสูจน์ได้จริง — งานเมทัลโลกราฟีแยกเบไนต์ล่างออกจากมาร์เทนไซต์ที่อบคืนตัวได้ ดังนั้นอย่าคิดว่า "ความแข็งผ่านแล้วจบ" ถ้าสเปกอ้างอิงโครงสร้าง

ทางที่ปลอดภัยกว่าเมื่อปัญหาคือการบิดงอ: ตรวจก่อนว่าปัญหามาจากตัวกลาง การจัดเรียงชิ้นงาน อุณหภูมิอบคืนตัว หรือความเค้นค้างจากการขึ้นรูปเย็นก่อนอบ หลายครั้งการแก้ที่ต้นทางเหล่านี้ได้ผลโดยไม่ต้องเปลี่ยนเส้นทางกระบวนการทั้งเส้น

V.S. Heat Treatment ทำอะไรได้และไม่ได้

เราเดินสายชุบแข็ง–อบคืนตัวบนเตาสายพานต่อเนื่อง จุ่มเย็นด้วยน้ำมันคุมอุณหภูมิ สำหรับสกรู น็อต โบลต์ แหวน หมุด สปริง จำนวนมากต่อล็อต เราไม่ได้เดินอ่างเกลือสำหรับออสเทมเปอริ่งหรือมาร์เทมเปอริ่ง — พูดตรง ๆ ดีกว่าให้ลูกค้าเสียเวลา

ถ้าปัญหาจริงของคุณคือชิ้นบางบิดงอหรือแตกหลังชุบ คุยกับเราตั้งแต่ต้นได้ สิ่งที่ปรับได้จริงในสายของเรามีหลายอย่าง: เลือกเกรดที่ hardenability เหมาะกับหน้าตัด, ปรับความหนาแน่นของการจัดเรียงชิ้นงาน, ปรับอุณหภูมิอบคืนตัวเพื่อแลกความแข็งกับความเหนียว และตรวจว่าความเค้นจากการขึ้นรูปเย็นควรถูกคลายก่อนเข้าเตาหรือไม่

ทุกล็อตมีผลวัดความแข็งจากห้องแล็บของเรา และดูโครงสร้างจุลภาคได้เมื่อสเปกต้องการหลักฐานระดับโครงสร้าง ระบบคุณภาพคือ ISO 9001:2015 และเราตอบใบเสนอราคาภายใน 24 ชั่วโมง

คำถามที่พบบ่อย

ออสเทมเปอริ่งกับมาร์เทมเปอริ่งต่างกันตรงไหน+

มาร์เทมเปอริ่งแช่ในอ่างร้อนแค่ให้อุณหภูมิเท่ากันทั้งชิ้น แล้วปล่อยเย็นให้เกิดมาร์เทนไซต์ — จึงยังต้องอบคืนตัว ส่วนออสเทมเปอริ่งแช่ค้างจนเปลี่ยนเป็นเบไนต์ทั้งหมด — จึงไม่ต้องอบคืนตัว

งานที่ออสเทมเปอร์แล้วต้องอบคืนตัวอีกไหม+

ไม่ต้อง เพราะไม่มีมาร์เทนไซต์เปราะเกิดขึ้นในขั้นสุดท้าย และการอบเพิ่มก็ไม่ได้ปรับความแข็งแบบเดียวกับมาร์เทนไซต์ ความแข็งถูกกำหนดโดยอุณหภูมิอ่างตั้งแต่แรก

โบลต์เกรด 10.9 ใช้ออสเทมเปอริ่งแทนได้ไหม+

ไม่ควรเปลี่ยนเอง ชั้นความแข็งแรงตามแนวทาง ISO 898-1 อ้างอิงโครงสร้างมาร์เทนไซต์ที่ผ่านการอบคืนตัว การเปลี่ยนเป็นเบไนต์ถือเป็นการเปลี่ยนสเปกที่ต้องให้เจ้าของแบบอนุมัติและรับรองใหม่

ทำไมแหวนสปริงบาง ๆ ถึงนิยมออสเทมเปอริ่ง+

เพราะชิ้นบางเสียหายจากการบิดและการแตกมากกว่าจากความแข็งไม่พอ เบไนต์ล่างที่ความแข็ง 40–50 HRC โดยประมาณให้ความเหนียวและการดัดโค้งที่ดีกว่า พร้อมความเค้นตกค้างต่ำจึงคงความแบนได้ดีกว่า

แชร์หน้านี้LINEFacebook

คู่มือเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้อง

ผู้ตรวจทานเนื้อหาทางเทคนิค

ทีม QA และฝ่ายผลิตของ V.S. Heat Treatment — โรงงานอบชุบและชุบผิวโลหะที่ดำเนินงานตั้งแต่ปี 1994 ภายใต้ระบบ ISO 9001:2015

ดูหลักฐานและรูปแบบรายงาน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ต้องการที่ปรึกษาเรื่องชุบโลหะ?

ทีมวิศวกรพร้อมให้คำแนะนำ พร้อมเสนอราคาภายใน 24 ชั่วโมง