
ทำไมเกรดเหล็กถึงกำหนดความแข็ง
ความแข็งสูงสุดที่ชุบได้ขึ้นกับ “ปริมาณคาร์บอน” เป็นหลัก ส่วนธาตุผสมอย่างโครเมียม (Cr) โมลิบดีนัม (Mo) แมงกานีส (Mn) ช่วยเรื่อง hardenability คือทำให้เนื้อในแข็งได้ทั่วถึง ไม่ใช่แค่ผิว
เหล็กคาร์บอนต่ำกว่าราว 0.25%C ชุบแข็งทะลุไม่ได้ ต้องใช้วิธีชุบแข็งผิว (carburizing) แทน ส่วนเหล็กคาร์บอนปานกลางขึ้นไปจึงทำ Quench–Temper ได้
ค่า HRC สุดท้ายยังขึ้นกับอุณหภูมิอบคืนตัว (Temper) ด้วย ยิ่ง Temper สูง ความแข็งยิ่งลดแต่เหนียวขึ้น
ความแข็งโดยประมาณของแต่ละเกรด
- S45C (คาร์บอน ~0.45%) — ชุบได้ ~52–58 HRC เหมาะงานทั่วไป สลัก เพลาเล็ก โบลต์
- SCM435 / SCM440 (Cr-Mo) — hardenability ดีกว่า ชุบได้ ~55–60 HRC สม่ำเสมอแม้ชิ้นหนา เหมาะโบลต์เกรด 10.9 / 12.9
- SCM415 / SCr420 (คาร์บอนต่ำ) — ชุบแข็งผิวด้วย carburizing ผิว ~58–62 HRC แกนยังเหนียว
- SK5 (เหล็กเครื่องมือคาร์บอน) — ~58–62 HRC เหมาะสปริงแผ่น แหวนสปริง
- SUP9 (เหล็กสปริง) — ~44–50 HRC เน้นความล้าและการคืนตัว เหมาะงานสปริง
เลือกเกรดอย่างไรให้คุ้ม
ต้องการความแข็งทั่วถึงในชิ้นที่หนาขึ้น เลือกกลุ่ม Cr-Mo (SCM435/440) เพราะ hardenability สูงกว่า S45C
ชิ้นบางและต้องการต้นทุนต่ำ S45C มักเพียงพอ
ต้องการผิวแข็งทนสึกแต่แกนเหนียวรับแรงกระแทก ใช้เหล็กคาร์บอนต่ำ + carburizing
ไม่แน่ใจเกรด? ส่งสเปกหรือชิ้นตัวอย่างมา เราตรวจส่วนผสม/ความแข็งและแนะนำกระบวนการให้ได้ HRC ตามต้องการ
คำถามที่พบบ่อย
ชุบแข็งได้สูงสุดกี่ HRC+
ขึ้นกับเกรดเหล็ก งานสกรู/โบลต์ทั่วไปอยู่ราว 55–62 HRC ระบุค่าที่ต้องการมาได้ เราคุมด้วยอุณหภูมิ temper
รู้ได้อย่างไรว่าเหล็กเป็นเกรดอะไร+
ดูจากใบ certificate วัสดุ หรือส่งตัวอย่างให้แล็บเราวิเคราะห์ส่วนผสมและทดสอบความแข็ง
ระบุช่วง HRC แคบ ๆ ได้ไหม+
ได้ เช่น 58–60 HRC เราสุ่มวัด HV/HRC ทุกล็อตและออกใบรับรองผลแนบงาน



